หน้าหลัก > ข่าว > ข่าวประชาสัมพันธ์ > ๒๗ เมษายน ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา นักศึกษาคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย ได้จัดแสดงการ และสาธิตพิธีกรรมโบราณ “มโนราห์เหยียบเสน” ซึ่งเป็นหนึ่งในพิธีกรรมประจำท้องถิ่นภาคใต้ โดยการจัดการแสดงในครั้งนี้จัดขึ้น ณ ลานบ้านครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยมีวั
๒๗ เมษายน ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา นักศึกษาคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย ได้จัดแสดงการ และสาธิตพิธีกรรมโบราณ “มโนราห์เหยียบเสน” ซึ่งเป็นหนึ่งในพิธีกรรมประจำท้องถิ่นภาคใต้ โดยการจัดการแสดงในครั้งนี้จัดขึ้น ณ ลานบ้านครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยมีวั

ผู้ดูแลเว็บ คณะครุศาสตร์
2018-04-30 09:13:41

มโนราห์เหยียบเสน 

วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา นักศึกษาคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย ได้จัดแสดงการ และสาธิตพิธีกรรมโบราณ “มโนราห์เหยียบเสน” ซึ่งเป็นหนึ่งในพิธีกรรมประจำท้องถิ่นภาคใต้ โดยการจัดการแสดงในครั้งนี้จัดขึ้น ณ ลานบ้านครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ ให้ออกสู่สายตาของสาธารณะชนมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางภาษา พิธีกรรม และความเชื่อ ซึ่งสอดคล้องกับวิชา ภาษาและวัฒนธรรม โดยมี อาจารย์ ดร. จิราภรณ์ อัจฉริยะประสิทธิ์ เป็นผู้กำกับและดูแลการแสดงอย่างต่อเนื่อง 

มโนราห์ (หรือที่บางคนเรียกว่า “มโนรา หรือ โนรา) เป็นนาฏกรรมและมหรสพที่เก่าแก่ของชาวภาคใต้ ซึ่งผ่านการขัดเกลาทางกระบวนการท่ารำ และพิธีกรรม มาอย่างยาวนาน อีกทั้ง “มโนราห์” ยังเป็นเครื่องแสดงถึงวัฒนธรรมอันล้ำค่าซึ่งผ่านการสืบทอดต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนาน โดยการแสดงมโนราห์มักจะได้รับความนิยมอย่างกว้างทั้งทางภาคใต้ตอนบน และภาคใต้ตอนกลาง ซึ่งตามตำนานและประวัตินั้น อาจจะกล่าวได้ว่า จังหวัดพัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดต้นกำเนิดของมโนราห์ในภาคใต้ อีกทั้งจังหวัดดังกล่าวยังคงประกอบพิธีกรรม และถ่ายทอดเอกลักษณ์ทางมโนราห์สู่รุ่นลูกรุ่นหลานได้อย่างต่อเนื่องในตลอดระยะเวลา ๖๐ ปีที่ผ่านมา 

มโนราห์เหยียบเสน เป็นพิธีกรรมทางการรักษา ซึ่งต้องใช้มโนราห์ใหญ่ เป็นผู้ประกอบพิธีกรรม อีกทั้งยังต้องใช้หมอพื้นบ้านทางภาคใต้ในการรักษา ซึ่ง “เสน” หมายถึงปานแดง หรือปานดำ ที่เกิดขึ้นและปรากฏให้เห็นบนใบหน้า และร่างกายของเด็ก หรือผู้ใหญ่ ลักษณะของเสนนั้น จะแบ่งได้เป็นเสนแดง และเสนดำ ซึ่งเสนแดงจะแสดงความไม่สวยงาม และความไม่มั่นใจให้กับผู้ที่เป็นเสน อีกทั้งเสนแดงอาจจะขยายตัวเป็นวงกว้าง และนูนใหญ่ขึ้นได้ตามอายุของเด็ก ส่วนเสนดำนั้นก็จำเป็นที่จะต้องรักษาให้รอยเสนนั้นหยุดการเติบโตลง หรือหายขาดไปในที่สุด 

พิธีกรรมการเหยียบเสน จำเป็นที่จะต้องใช้ศาสตร์ทางมโนราห์ และการแสดงมโนราห์ มาเป็นส่วนหนึ่งทางพิธีกรรม เหตุเพราะความเชื่อที่ว่า ผู้ที่เป็นเสนนั้นเกิดจากความเป็นเชื้อสายของมโนราห์ที่ตกทอดมายังลูกหลาน จึงเกิดเป็นสัญลักษณ์ไว้ตามร่างกาย นั่นคือเสน การประกอบพิธีกรรมจะต้องเตรียมอุปกรณ์หลายชนิด ทั้งมีดหมอที่ผ่านการสวดและลงอักขระมาแล้ว การใช้ดินสอเพื่อเขียนอักขระในพิธีกรรม ไม้ปังยายา เหรียญครุฑสามเหรียญ หินผ่านฟ้า (หินที่ถูกฟ้าผ่า) หรือหินพรายซึ่งสำหรับการรักษาเสนดำ และน้ำมนต์เพื่อประกอบพิธีกรรม หญ้าชนิดต่างๆ รวมไปถึงหน้ากากพรานบุญ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในการประกอบพิธีอีกด้วย ส่วนพ่อแม่ของเด็กที่นำเด็กมารักษาเสน จะต้องเตรียมอุปกรณ์เข้าร่วมพิธีคือ รวงข้าวสามรวง หินทราย (หินลับมีด) ดอกไม้สามดอก เหรียญบาทสามเหรียญ และเครื่องเงินเครื่องทอง 

เมื่อเตรียมอุปกรณ์เสร็จสิ้น จะเริ่มต้นด้วยการแสดง จับบทมโนราห์ ซึ่งจากภาพนั้นเป็นการแสดงมโนราห์คล้องหงส์ โดยใช้พรานบุญและนางมโนราห์เป็นตัวนำเรื่อง จากนั้นเมื่อการแสดงเสร็จสิ้น หมอมโนราห์ (นายโรงมโนราห์ ) จะทำการภาวนาตั้งนะโมสามจบ แล้วเริ่มสวดบทชุมนุมเทวดา หมอมโนราห์จะบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์และใช้ดินสอลงอักขระที่นิ้วโป้งเท้าของมโนราห์ แล้วเริ่มภาวนาทำน้ำมนต์เพื่อรักษา โดยใช้มีดเป็นตัวลงอักขระในขันน้ำมนต์ พร้อมเทียนเพื่อใช้ในการลนมีด ภายในขันน้ำมนต์ จะบรรจุของชนิดต่างๆ ที่เตรียมไว้ โดยใช้อย่างละน้อย จากนั้นเมื่อหมอมโนราห์ จะใช้มีดเพื่อลนไฟสามครั้ง แล้วแตะลงที่นิ้วโป้งเท้าของมโนราห์ จากนั้นนำนิ้วเท้าของมโนราห์และมีดไปแตะบนเสนของเด็ก โดยกระทำแบบนี้ถึงสามครั้ง เมื่อเสร็จสิ้น หมอมโนราห์จะให้พ่อแม่ของเด็ก นำน้ำมนต์ที่ใช้ในพิธีกลับไปทำการประพรหม บริเวณเสนของเด็ก โดยกระทำที่บ้านเพื่อการรักษา และเป็นความเชื่อทางพิธีที่ต่อเนื่อง 

มโนราห์เหยียบเสนนับว่าเป็นศาสตร์ของการรักษาที่มีองค์การทางการแพทย์ปัจจุบันออกมายอมรับ ซึ่งในการประชุมมหกรรมสุขภาพอาเซียน ของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรที่ผ่านมา ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และพิธีกรรมการเหยียบเสนแก่ผู้ที่มาเข้าร่วมประชุมอีกด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นความเชื่อและเป็นคุณค่าทางวัฒนธรรม ที่มิอาจจะแยกออกจากชาวใต้ได้ ทั้งยังเป็นเสมือนเอกลักษณ์ที่สำคัญ อันแสดงถึงวัฒนธรรมทางศิลปะ และศาสตร์ทางการรักษาที่งดงาม